ตำนานและมหัศจรรย์ “บั้งไฟพญานาค”
“นาค” หรือ “พญานาค” ก็คือ มโหราด มีความหมายว่า งูใหญ่ ตามคัมภีร์ พระพุทธศาสนา ( ปรมัตตราดโชขติกะมหาอภิธัมมัตถสังคทฏีกา )
“นาค” หรือ “พญานาค” ก็คือ มโหราด มีความหมายว่า งูใหญ่ ตามคัมภีร์ พระพุทธศาสนา ( ปรมัตตราโชขติกมหาอภิธัมมัตถสังคทฏีกา ) แบ่งรายละเอียด คือ ๑,๐๒๔ ชนิด คำว่านาค ปรากฏไว้ในที่หลายแห่งว่า มีลำตัวยาวอย่างงู แต่มีหงอนที่สวยงามตามยศศักดิ์ ดังปรากฏตามวัดวาอารามทั่วไป กล่าวกันว่า ที่อยู่ของเทวดาจะอยู่เหนือพิภพ มนุษย์และสัตว์ จะอยู่บนพิภพ ส่วนใต้พิภพเป็นที่อาศัยของนาค นาคนั้นมีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายได้ตามใจปรารถนา แม้จะเดินทางไปไหนก็ไม่ต้องเลื้อยไปอย่างงู แต่หากเมื่อตาย นอนหลับหรือผสมพันธุ์ ก็ต้องกลับสู่ร่างนาคเช่นเดิม ตำนานพุทธาวตาร พระสมณโคดมบรมพุทธเจ้าก็มีนาคเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลายคราว ครั้งหนึ่งนาคได้แปลงกายเป็นมนุษย์เข้าบวชเป็นพระภิกษุ แต่เมื่อพอหลับนอน กายก็กลับร่างเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นเห็นเข้า จึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ให้ทรงทราบ พระองค์จึงให้ลาสิกขาไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่นาคก็ทูลขอให้พระภิกษุ ทำพิธีบวชให้เรียกขานว่า “นาค” ด้วย ดังนั้นชายใดที่ได้เข้าบวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา จึงได้รับการเรียกขานว่า นาคก่อนเสมอ
เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา ๑ พรรษา ครั้นถึงวันออกพรรษา ( ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ) จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ ซึ่งเชื่อกันว่าวันนี้ โลกทั้ง ๓ จะมองเห็นกันทั้งหมด เหล่าบรรดาเทวดามนุษย์สัตว์และนาคมีความปิติยินดี นำเครื่องบูชาถวายกันอย่างพร้อมเพรียง โดยพญานาค ก็พ่นลูกไฟให้เห็นกันในวันดังกล่าวด้วย
บั้งไฟพญานาค หรือในอดีตชาวหนองคาย เรียกกันว่า บั้งไฟผี ปรากฏมาเป็นเวลาช้านานเกิดขึ้นในลำน้ำโขงพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬเท่านั้น มีลักษณะเป็นดวงไฟสีแดงอมชมพู ขนาดลูกหมากโผล่ พุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง สว่างเรืองแสงสดใสปราศจากควัน เสียงกลิ่น ไม่มีสะเก็ด ไม่โค้งตกลงมา หรือแตกออก แต่แสงจะวูบวับหายไปในท้องฟ้า เมื่อขึ้นไปได้สัก ๕๐ – ๑๕๐ เมตร ต่อมาชาวหนองคายได้พร้อมใจขนานนาม บั้งไฟผี เสียใหม่ให้เป็นมงคลว่า “บั้งไฟพญานาค” ด้วยเชื่อว่าพญานาคที่อาศัยใต้วังบาดาล ในลำน้ำโขง ปล่อยลูกไฟในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี เพื่อเป็นพุทธบูชา แก่พระพุทะองค์ เมื่อเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในช่วงระยะเวลา ๓๐ ปี ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจแห่แหนกันมาชมและพิสูจน์ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จังหวัดหนองคาย จึงได้จัดกิจกรรมรองรับและตอบสนอง ระหว่างวันออกพรรษา คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ( ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ ) อย่างมากมาย หลากหลายประเภทและอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยในการเดินทาง
ลอยเรือไฟ
ประเพณีดั้งเดิมของชาวหนองคาย หรือ ชนชาวอีสาน ในแถบลุ่มน้ำโขง มีธรรมเนียมปฏิบัตินับมาเป็นเวลาช้านานในวันปวารณาออกพรรษาคือ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ของทุกปีจะทำเฮือไฟ ( เรือไฟ ) ไหลล่องไปตามลำน้ำ ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำจากต้นกล้วย ท่อนไม้ หรือไม้ขุดเป็นรูปลำเรือ บรรจุเครื่องบูชา ธูปเทียนดอกไม้ บางครั้งก็ใส่ขนม นมเนย หมากพลูลงไปด้วย แต่หากบ้านเรือนที่อยู่ไกลแม่น้ำ ลำห้วย ก็มักจะจุดเทียนหรือ ถ้วยตะไลใส่น้ำมันเป็นประทีป ประดับตามขอบระเบียงนอกบ้าน หรือวัดวาอารามในตอนค่ำ โดยใช้กาบกล้วยประดิษฐ์เป็นรูปเรือแทนภาชนะรองรับ ถือว่า ทำบุญกุศล บูชาพญานาคและบูชาพระพุทธองค์ที่เสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งแตกต่างจากภาคอื่นๆ ที่จัดให้มีการลอยกระทง หรือลอยประทีปในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ที่มีจุดมุ่งหมาย เคารพสักการะต่อพระแม่คงคงที่มีคุณต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย
แข่งขันเรือยาว
ชุมชนลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจังหวัดหนองคาย ได้มีการใช้เรือขุดในการสัญจรไปมาระหว่างเมืองต่างๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารการขนส่ง การประกอบอาชีพจับสัตว์น้ำ จนกระทั่งจัดเป็นกองทัพเรือเพื่อขนส่งเสบียง ลำเลียงกำลังพล หรืออาวุธยุทธภัณฑ์ แม้เป็นฝีพายที่อยู่ในเรือ พอถึงฝั่งก็กลายเป็นนักรบได้ทันที จากเรือยาวสมัยโบราณ ขนาดบรรจุฝีพาย แตกต่างกัน เพื่อการรบพุ่ง หรือฝึกซ้อมเพื่อเพิ่มพละกำลังความชำนาญ ก็มาสู่การแข่งขันเพื่อเพิ่มความสนุกสนานรื่นเริง ปีนี้จังหวัดหนองคายกำหนดการจัดงานบุญประเพณีออกพรรษาประจำปี ๒๕๕๔ ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ การแข่งขันเรือยาวของหนองคาย คือมี ๓ ประเภท ถือเป็นสุดยอดของรายการเพราะเป็นการชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และมีเงินรางวัลอีกนับแสนบาท
ปราสาทผึ้ง
การแห่ปราสาทผึ้ง เป็นประเพณีโบราณของชาวจังหวัดหนองคาย ปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานมุ่งทำเป็นพุทธบูชา เพื่อการรับเสด็จมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในวันรุ่งขึ้น ปราสาทผึ้งหรือชาวอีสาน เรียกว่า “ผาสาทเผิ่ง” ชาวหนองคายจะเอาวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๑๑ เป็น “วันโฮม” หรือวันรวมปราสาทผึ้งจากคุ้มต่างๆ มาตั้งประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุหล้าหนอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมมหาสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า หากวัดใด อยู่ติดริมน้ำโขงก็จะใช้การแห่แหนมาทางน้ำ ในอดีตมีความคึกคักสนุกสนานและเอิกเกริกมาก
ตักบาตรเทโวโรหะนะ
วันเทโวโรหะนะ หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลกมาสู่โลกมนุษย์ หลังจากที่ได้แสดงธรรมเทศนาโปรดพระมารดาและเสด็จจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพครบไตรมาสแล้ว โดยเสด็จลงทางบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือที่เรียกกันว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก” ด้วยภพทั้ง ๓ สวรรค์ โลกและบาดาลเปิดเห็นกันหมดและสามารถสื่อสารกันได้เพียงวันเดียว ในครั้งนั้นเมื่อประชาชนรู้ข่าวต่างก็พร้อมใจมาเฝ้า และนำภัตตาหารมาถวายแด่พระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก ผู้ที่อยู่ห่างไกลไม่สามารถตักหยิบอาหารใส่บาตรได้ก็ปั้นข้าวเป็นก้อนๆแล้วโยนใส่บาตรจนเป็นประเพณีนิยมห่อเป็นข้าวต้ม หรือทำข้าวต้มลูกโยน ในบางพื้นที่ใส่บาตรในวันตักบาตรเทโวโรหะนะ
จังหวัดหนองคาย ถือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ด้วยพื้นฐานความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนามาในระยะหนึ่งจังหวัดหนองคายได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในช่วงออกพรรษา และใส่บาตรในวันตักบาตรเทโวมากขึ้น ปีนี้จังหวัดหนองคาย เปิดโอกาสให้ทำบุญใส่บาตรได้หลายเส้นทางในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย
